วันเสาร์ที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2554

การตอนกิ่ง




 
                                            * การตอนกิ่ง *
การตอนกิ่ง คือวิธีการทำให้กิ่งพืชออกรากในขณะที่กิ่งนั้นยังติดอยู่กับต้นแม่ หลังจากออกรากแล้วจึงตัดออกไปปลูกเป็นต้นใหม่
                                 ทฤษฎีการตอนกิ่ง

       ในการตอนกิ่งจะต้องทำให้เกิดแผลกับลำต้นหรือกิ่ง เพื่อตัดท่ออาหารและเนื้อเยื่อเจริญของกิ่งนั้นให้ขาดจากกัน แต่ท่อน้ำยังคงอยู่เหมือนเดิม ทำให้สามารถส่งน้ำจากรากไปยอดได้ตามปกติ กิ่งและใบยอดจะยังคงสดอยู่เสมอ ซึ่งเป็นเหตุผลสำคัญของการที่พืชบางชนิดขยายพันธุ์ด้วยการตอนกิ่งได้เป็นผลสำเร็จมากกว่าการตัดชำท่ออาหารให้ขาดจากกัน ทำให้การขนส่งอาหารไม่เกิดขึ้น อาหารที่ส่งมาจากยอดจะไปสะสมตรงเหนือรอยแผลมาก ประกอบกับเนื้อเยื่อเจริญบริเวณแผลถูกตัดขาด เป็นการกระตุ้นเตือนให้เนื้อเยื่อเจริญส่วนนั้นเกิดการแบ่งเซลล์อย่างรวดเร็ว มีเซลล์ที่เกิดใหม่มากมาย (มีอาหารอุดมมบูรณ์จากการสะสมเหนือรอยแผล) จะมีเซลล์ส่วนหนึ่งที่พัฒนาไปเป็นราก ทำหน้าที่ดูดน้ำและธาตุอาหาร
พืชแต่ละชนิดมีความยากง่ายในการที่เนื้อเยื่อเจริญจะพัฒนาไปเป็นรากแตกต่างกัน และการจัดสภาพแวดล้อมให้กับเนื้อเยื่อเจริญที่จะเจริญพัฒนาไปเป็นรากได้ ก็ต้องมีความเหมาะสม โดยเฉพาะเกี่ยวกับอุณหภูมิ ความชื้น และบางครั้งอาจจำเป็นต้องใช้สารควบคุมการเจริญเติบโต
                            ข้อดีข้อจำกัดของการตอนกิ่ง
ข้อดี คือทำได้ง่าย ประสบผลสำเร็จมากกว่าการปักชำ และได้ต้นกล้าขนาดใหญ่ ทำให้ได้ผลผลิตเร็ว ไม่กลายพันธุ์ ทรงต้นไม่สูงนัก
ข้อจำกัด คือ
2.1 ไม่มีรากแก้ว ทำให้ไม่สามารถ ทนต่อลมแรง ๆ โค่นล้มได้ง่าย

2.2 กิ่งตอนมีขนาดใหญ่กว่ากิ่งชำ การดูแลรักษาหลังตอนยากกว่ากิ่งตัดชำ
                                                                

การปักชำ


* การปักชำ *
         การปักชำ คือ    การตัดส่วนหนึ่งส่วนใดของพืชเช่น

ลำต้นรากหรือใบมาปักชำไว้ในสภาพที่เหมาะสมต่อการเกิดรากและแตกยอดใหม่ ต้นพืชที่เกิดขึ้นใหม่มีลักษณะเหมือนต้นแม่ทุกประการ ฉะนั้น การปักชำควรจะเลือกต้นแม่ที่เป็นพันธุ์ดีตรงตามความต้องการ มีการเจริญเติบโตดี
แข็งแรง ปลอดโรค
         การปักชำเป็นวิธีที่ง่ายที่สุดในบรรดาวิธีการขยายพันธุ์แบบไม่ใช้เพศ เป็นวิธีที่ใช้ต้นทุนในการผลิตต่ำที่สุด และไม่ต้องการเครื่องมือมากนัก จึงเป็นวิธีที่นิยมใช้ทั่วไป พืชแต่ละชนิดมีวิธีปฏิบัติได้ปลายแบบแตกต่างกันไป ผู้ที่ทำการขยายพันธุ์พืชควรจะพิจารณาเลือกใช้วิธีที่ทำได้ง่ายและลงทุนน้อยที่สุด
แต่ได้ผลดี โดยการทดลองศึกษาว่าพืชแต่ละชนิดเหมาะสมกับการปักชำแบบใดมากที่สุด
                            ปักชำทำได้หลายวิธี ดังนี้
1. การปักชำกิ่งหรือต้น
2. การปักชำใบ
3. การปักชำราก

                             
1. การปักชำกิ่งหรือต้น
แบ่งออกเป็น 4 ประเภท ตามความอ่อนแก่ของเนื้อไม้
1.1 การปักชำกิ่งแก่

1.2 การปักชำกิ่งกึ่งอ่อนกึ่งแก่       
1.3 การปักชำกิ่งอ่อนและไม้พุ่มเนื้ออ่อน
1.4 การปักชำกิ่งอวบน้ำบางประเภท
                               การปักชำกิ่งแก่
       การปักชำกิ่งแก่เป็นวิธีที่ง่ายและถูกที่สุด กิ่งสำหรับปักชำสามารถเก็บไว้ระยะหนึ่ง เพื่อการขนส่งหรือเก็บรักษาเพื่อรอเวลาปักชำ
                               ลักษณะของกิ่ง
       ใช้กิ่งแก่ที่มีสีน้ำตาล เป็นกิ่งสมบูรณ์ (ไม่ยืดยาวหรือมีข้อห่างหรือกิ่งเล็ก) มีอาหารสะสมมาก เพื่อใช้เป็นอาหารสำหรับการออกรากและการเจริญของตาเป็นกิ่งใหม่ อาหารในกิ่งนี้ต้องเลี้ยงต้นใหม่จนกว่าจะเลี้ยงตัวได้เอง

                               ขนาดของกิ่ง
        ตัดกิ่งเป็นท่อน ๆ ยาวประมาณ 6-8 นิ้ว มีตาอย่างน้อย 2-3 ตา ตัดใบออกหมด ด้านบนและล่างตัดเฉียง 45-60 องศา ห่างจากตาสุดท้ายประมาณครึ่งนิ้ว การตัดควรจะให้กรรไกรด้านแบนอยู่ทางด้านกิ่งที่จะใช้ปักชำ (ด้านบนของกิ่งปักชำ ต้องพลิกมือให้กรรไกรด้านแบนแนบกับกิ่งปักชำ) เนื่องจากเนื้อไม้บริเวณที่ติดกับกรรไกรด้านแบนจะช้ำน้อยกว่าอีกด้านหนึ่ง

                                 การเร่งราก
การเร่งรากอาจกรีดที่โคนกิ่งยาวประมาณ 1 นิ้ว 2-3 รอย และจุ่มฮอร์โมนเร่งรากเพื่อช่วยให้เกิดรากดีขึ้น ฮอร์โมนที่ใช้มักจะมีความเข้มข้นค่อนข้างสูง

                                 วัสดุปักชำ
โดยทั่วไปนิยมปักชำในทรายผสมขี้เถ้าแกลบ อัตราส่วน 1:1 หรือขี้เถ้าแกลบอย่างเดียวก็ได้

                                วิธีการปักชำ
      ปักชำในวัสดุปักชำเป็นมุมเอียง 60 องศากับผิวหน้าวัสดุปักชำ ปักลึก 2/3 ของความยาวกิ่ง หรือมีตาบนสุดเหนือวัสดุปักชำ ระยะระหว่างแถวประมาณ 20 เซนติเมตร ระยะระหว่างกิ่งประมาณ 7 – 10 เซนติเมตร (ควรพิจารณาตามขนาดของกิ่ง ไม่ให้ชิดหรือห่างเกินไปเมื่อออกราก)

                                บริเวณปักชำ
       ตั้งในที่มีแสงแดดรำไร มีความชื้นสูง เนื่องจากกิ่งแก่ต้องการความชื้นสูงแต่ไม่สามารถทนต่อการรดน้ำจนเปียกโชกตลอดเวลา เพราะไม่มีใบคายน้ำ ถ้าให้น้ำบ่อยเกินไปกิ่งจะเน่าได้ง่าย ดังนั้น ควรทำบริเวณรอบ ๆ กิ่งชำให้มีความชื้นสูงดีกว่าการรดน้ำให้พืชโดยตรงบ่อย ๆ (ถ้าปักชำไม่มากนัก อาจจะชำในถุงพลาสติกขนาดใหญ่ผูกปากให้แน่น หรือตั้งในหมู่ต้นไม้ใหญ่ที่รดน้ำวันละครั้ง)

่                             การปักชำกิ่งกึ่งอ่อนกึ่งแก่
                                  ลักษณะของกิ่ง

     เป็นกิ่งที่มีเนื้อไม้แก่พอสมควร เปลือกมีสีเขียวหรือสีเขียวปนน้ำตาลเล็กน้อย กิ่งที่ใช้ปักชำต้องมีใบติดอยู่ด้วย

                                   ขนาดของกิ่ง
       ตัดกิ่งยาว 6-8 นิ้ว ริดใบตอนล่างออก เหลือใบตอนบนไว้ 3-5 ใบ ถ้าใบมีขนาดใหญ่ ให้ตัดใบออกประมาณครึ่งหนึ่งของใบ (ตัดใบให้มีขนาดเล็กลง) เพื่อลดการคายน้ำ หัวท้ายตัดเฉียง 45 องศา เหมือนกิ่งแก่

                                   การเร่งราก
มีการเร่งรากด้วยฮอร์โมน ซึ่งมักจะใช้ความเข้มข้นน้อยกว่ากิ่งแก่

                                   วัสดุปักชำ
นิยมใช้ทรายผสมขี้เถ้าแกลบ อัตราส่วน 1:1 เหมือนการปักชำกิ่งแก่

                                   วิธีการปักชำ
ชำในวัสดุปักชำลึก 1/3 ของกิ่ง ปักชำเฉียงหรือปักชำตรงก็ได้ ระยะห่างพอพุ่มใบชนกัน

                                   บริเวณปักชำ
       การปักชำกิ่งนี้ควรจะตั้งในที่มีแสงแดดจัด ร่วมกับการให้น้ำสม่ำเสมอตลอดเวลา เช่น ในกระบะพ่นหมอก หรือการให้น้ำแบบพ่นฝอย ซึ่งสามารถควบคุมให้พ่นน้ำเป็นระยะ ๆ ได้ เนื่องจากกิ่งประเภทนี้ยังมีอาหารสะสมไม่มากนัก จึงจำเป็นต้องมีใบเพื่อช่วยสังเคราะห์แสง ชาวสวนนิยมติดหัวพ่นฝอยเพื่อให้น้ำกับกิ่งปักชำตลอดเวลาที่มีแสงแดด (บริเวณปักชำอยู่กลางแจ้งมีแสงแดดเต็มที่)

                                            
การปักชำใบสามารถจะทำได้หลายวิธี ขึ้นอยู่กับพืชแต่ละชนิด โดยแบ่งเป็น
2.1 การปักชำแผ่นใบ
     โดยการตัดแผ่นใบออกเป็นส่วน ๆ ต้นและรากใหม่จะเกิดจากแผ่นใบโดยตรง การปักชำมีหลายวิธีขึ้นอยู่กับชนิดของพืช คือ

2.1.1 การปักชำใบลิ้นมังกร
      เลือกใบที่แก่และหนาพอสมควร ตัดเป็นท่อนยาวประมาณ 2-3 นิ้ว (อาจยาวกว่านี้ได้ ขึ้นอยู่กับปริมาณต้นที่ต้องการ) นำมาปักชำในวัสดุปักชำ (ทรายผสมขี้เถ้าแกลบอัตรา 1:1) ปักลึก ? - ? ของความยาวของชิ้นใบที่ใช้ปักชำ ต้นและรากใหม่จะเกิดตรงฐานของใบที่ปักชำ (ส่วนโคนของใบ) ใบเก่าจะค่อย ๆ แห้งตายไป การปักชำควรระวังหัวท้ายของใบ

2.1.2 การปักชำใบบีโกเนียประดับหรือกล็อกซีเนีย
      นำใบแก่มากรีดเส้นใบใหญ่ให้ขาดจากกัน (อาจกรีดให้ขาดเป็นส่วน ๆ หรือยังติดเป็นใบอยู่ก็ได้) การปักชำมี 2 วิธี คือ

(1) การปักชำแบบวางแผ่นใบลงบนวัสดุปักชำ กลบด้วยวัสดุปักชำบาง ๆ พอไม่ให้ใบแห้ง
(2) การปักชำแบบนำแผ่นใบแต่ละส่วนปักชำบนวัสดุปักชำ
นำกระบะปักตำตั้งไว้ในที่ร่มมีความชื้นสูงแต่ไม่แฉะ ต้นและรากใหม่จะเกิดตรงบริเวณเส้นใบที่ถูกตัดขาด ขณะเดียวกันใบเก่าจะค่อย ๆ แห้งตายไป

2.1.3 การปักชำใบโคมญี่ปุ่นหรือใบคว่ำตายหงายเป็น
       ตัดใบที่แก่วางบนวัสดุปักชำที่ชื้น การปักชำควรกลบใบบางส่วน หรือพยายามทำให้ขอบใบชิดอยู่กับวัสดุปักชำเพื่อป้องกันมิให้ใบแห้ง ต้นและรากใหม่จะเกิดตรงรอยหยักของแผ่นใบ บริเวณนั้นจะมีคัพภะของแผ่นใบที่พักตัวอยู่

2.2 การปักชำใบที่มีก้านใบ
       ต้นและรากใหม่จะเกิดตรงปลายของก้านใบ นิยมใช้ในการปักชำใบอัฟริกัน-ไวโอเล็ต ใบที่ปักชำควรจะเป็นใบที่อยู่ช่วงกลางของต้น ไม่ควรใช้ใบแก่ (ใบล่าง) หรือใบอ่อน (ใบยอด) ตัดใบให้มีก้านใบยาวประมาณ ? - 1 นิ้ว ปักชำก้านใบลงในวัสดุปักชำ ควรจะปักชำให้หันหน้าไปทางเดียวกันโดยตลอดอย่างมีระเบียบ อย่าให้ขอบใบชนกัน อาจชำในกระถาง 10 นิ้วตื้น หรือกระบะเพาะเมล็ดก็ได้ การใช้ฮอร์โมนเร่งรากความเข้มข้นต่ำประมาณ 50 ppm จุ่มก้านใบก่อนปักชำ จะช่วยให้ออกรากเร็วขึ้น การให้น้ำควรให้ทางก้นกระถาง

2.3 การปักชำใบที่มีตามติด
      ได้แก่ การปักชำใบที่มีแผ่นใบ ก้านใบ และกิ่งหรือลำต้นที่มีตาติดอยู่ด้วย เนื่องจากพืชพวกนี้จะออกรากใหม่ได้ดี แต่เกิดต้นใหม่ได้ช้ามาก จึงต้องให้มีตามเก่าติดไปด้วย เพื่อแตกเป็นต้นใหม่ เช่น ยางอินเดีย เปปเปอร์โรเมีย มะนาว
การปักชำควรชำส่วนของลำต้นให้ตาจมลงไปประมาณ ? นิ้ว จะเกิดรากและยอดขึ้นมาใหม่ตรงบริเวณข้อ

                              * การปักชำราก *
        การปักชำรากนิยมทำกับไม้ผล เช่น สาเก มะไฟ ปีป และแคแสด โดยใช้รากที่มีเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ ? นิ้ว ตัดเป็นท่อน ๆ ยาวประมาณ 2–4 นิ้ว ชำลงในวัสดุปักชำ รดน้ำให้ชุ่ม จะเกิดการแตกรากทางด้านปลายและแตกยอดใหม่ทางด้านโคนของราก

การสกัดรากนิยมทำกับต้นสาเก แคแสด โดยการตัดรากให้ขาดจากกันแต่ยังไม่ขุดย้าย รดน้ำให้ชุ่ม รากที่ถูกตัดขาดจากรากของต้นแม่จะแตกยอดขึ้นมาใหม่ หลังจากต้นโตพอสมควรจึงขุดย้ายไปปลูกได้

                                 การดูแลรักษากิ่งปักชำ

       หลังจากปักชำเรียบร้อยแล้ว จะต้องหมั่นตรวจดูระบบการให้น้ำ ถ้ากิ่งปักชำได้รับน้ำน้อยไปจะเกิดการเหี่ยวแห้ง หรือวัสดุปักชำแฉะเกินไปเนื่องจากมีการให้น้ำสม่ำเสมอ แต่ระบบการระบายน้ำไม่ดี ทำให้วัสดุปักชำแฉะ กิ่งปักชำจะเกิดการเน่าเสียหายได้ กิ่งชำที่มีใบติดการให้น้ำควรให้น้ำเป็นละอองบาง ๆ บ่อยครั้งต่อวัน จะให้ผลดีกว่าการให้น้ำจนโชกแต่น้อยครั้ง
นอกจากระบบน้ำแล้วควรจะต้องตรวจดูการเป็นโรค เนื่องจากในกระบะปักชำจะมีความชุ่มชื้นสูง โอกาสที่กิ่งปักชำจะเป็นโรคสูงมาก จึงต้องมีการฉีดยากันราเป็นระยะ ๆ (ควรให้สำหรับพืชบางชนิดเท่านั้น)
ในกรณีที่ไม่สามารถย้ายปลูกได้ จำเป็นต้องเก็บกิ่งตัดชำไว้ในกระบะต่อ ควรจะมีการให้ปุ๋ยเสริมไปจนกว่าจะทำการย้ายปลูก เนื่องจากวัสดุปักชำจะมีธาตุอาหารต่ำมาก ก่อนให้ปุ๋ยกิ่งตัดชำควรจะทำความสะอาดกระบะชำ หากในกระบะชำมีใบร่วงหรือมีกิ่งที่แห้งตายต้องเอาออกทันที เพราะใบแห้งจะเป็นแหล่งของเชื้อราซึ่งอาจแพร่กระจายไปยังกิ่งปักชำอื่น ๆ ต่อไป
                         การตรวจสอบการออกรากของกิ่งปักชำ
      พืชแต่ละชนิดจะมีความสามารถออกรากในระยะเวลาไม่เท่ากัน และเมื่อกิ่งปักชำออกรากแล้วควรจะย้ายไปปลูกในวัสดุปลูกใหม่ เนื่องจากวัสดุปักชำประกอบด้วยทราย ขี้เถ้า แกลบ ซึ่งมีธาตุอาหารต่ำมาก การตรวจสอบว่ากิ่งปักชำออกรากหรือยัง ทำได้โดยการใช้มือจับกิ่งปักชำ ลองถอนย้ำเบา ๆ ถ้าหลวมแสดงว่ายังไม่ออกราก ถ้าเริ่มแน่นแสดงว่ามีการออกรากแล้ว เมื่อคาดว่ามีรากมากพอควรสุ่มถอนกิ่งปักชำขึ้นมาดูปริมาณราก การย้ายปลูกควรพิจารณาการเจริญเติบโตของลำต้นประกอบกับการออกราก ถ้าลำต้นมีการเจริญเติบโตดีร่วมกับมีระบบรากที่โตพอ จึงทำการย้ายปลูก เนื่องจากพืชบางชนิดจะมีการแตกตาเร็วในขณะที่รากยังไม่งอก ฉะนั้น การย้ายปลูกจะดูแต่การเจริญของลำต้นหรือรากอย่างเดียวไม่ได้
                             การย้ายปลูกกิ่งปักชำ
         การปักชำในวัสดุทรายผสมขี้เถ้าแกลบอัตราส่วน 1:1 นั้น เมื่อรากและต้นเจริญดีแล้ว ควรย้ายปลูกในวัสดุปลูกใหม่ โดยปฏิบัติดังนี้
         1. การย้ายปลูกกิ่งแก่
         การย้ายปลูกควรกระทำด้วยความประณีต ระวังไม่ให้รากขาดหรือขาดน้อยที่สุด โดยการขุดแทนการถอน การย้ายปลูกควรย้ายลงภาชนะตั้งไว้ในที่ร่มหรือรำไร จนกระทั่งพืชตั้งตัวได้แล้ว จึงนำไปปลูกตามที่ต้องการ เนื่องจากการย้ายปลูกรากพืชจะขาด ถ้านำไปปลูกในแปลงทันทีกิ่งปักชำอาจเหี่ยวตายได้เนื่องจากการขาดน้ำ (ยกเว้นพืชชนิดที่มีการสร้างระบบรากได้เร็ว)

          2. การย้ายปลูกกิ่งปักชำในกระบะพ่นหมอก
          กิ่งปักชำในกระบะพ่นหมอก ได้แก่ กิ่งกึ่งอ่อนกึ่งแก่ กิ่งอ่อน สภาพแวดล้อมในขณะปักชำกิ่งจะได้รับความชื้นสูงตลอดเวลา ฉะนั้น การย้ายปลูกกิ่งตัดชำพวกนี้ต้องทำด้วยความระมัดระวังเป็นพิเศษ คือค่อย ๆ ลดความชื้นลง หรือพยายามฝึกให้พืชค่อย ๆ เคยชินกับการได้รับความชื้นน้อยลง ไม่ควรย้ายปลูกทันทีหลังออกรากในกระบะพ่นหมอก พืชจะขาดน้ำอย่างรุนแรง เนื่องจากรากขาดและการขาดน้ำจากกระบะพ่นหมอก การย้ายปลูกกิ่งปักชำในกระบะพ่นหมอก มีแนวทางปฏิบัติดังนี้

        (1) ลดการให้น้ำกับกิ่งปักชำโดยให้ระยะการฉีดพ่นน้ำค่อย ๆ ห่างเพิ่มขึ้น เพื่อให้พืชได้รับน้ำน้อยลง จนกระทั่งเหลือการให้น้ำเช้าเย็นเท่านั้น เมื่อสังเกตเห็นว่าพืชยังสมบูรณ์ดีเหมือนเดิมจึงย้ายปลูกได้
        (2) ป้องกันการขาดน้ำจากการย้ายปลูกโดยการปักชำในกระบะเล็ก ๆ หรือถึงเล็ก ๆ เรียงใส่กระบะเล็ก วางในกระบะพ่นหมอก หลังจากที่กิ่งออกรากแล้วจึงย้ายกระบะปักชำไปไว้ในที่ร่มรำไร มีความชื้นสูง จนกระทั่วพืชตั้งตัวได้ดี จึงย้ายปลูกลงแปลง ชาวสวนโดยทั่วไปนิยมวิธีนี้เนื่องจากรากไม่กระทบกระเทือน จึงมีโอกาสรอดสูง
    (3) ย้ายปลูกทันทีหลังจากกิ่งปักชำออกรากแล้ววางกิ่งปักชำไว้ในที่ร่มและมีความชื้นสูง เมื่อพืชตั้งตัวได้แล้วจึงเริ่มให้ได้รับแสงแดด ข้อควรระวังคืออย่าให้กิ่งที่ย้ายปลูกแห้ง ควรรดน้ำบ่อย ๆ และทำการย้ายปลูกด้วยความระมัดระวัง

ข้อควรรู้ในการเลือกตั้ง 2554

ข้อควรรู้ในการเลือกตั้ง 2554

เลือกตั้ง 2554
ใกล้เข้ามาทุกทีสำหรับการเลือกตั้งครั้งใหม่ ในวันที่ 3 กรกฎาคม 2554 ซึ่งเป็นหน้าที่สำคัญของคนไทยทุกคนที่ต้องปฏิบัติ เพื่อมอบอำนาจอธิปไตยของเราให้กับผู้แทนราษฎร เพื่อปฏิบัติหน้าที่แทนเราในสภา รักษาผลประโยชน์ และบริหารประเทศของเรา ดังนั้นการเลือกตั้งจึงมีความสำคัญต่อประเทศชาติ และต่อตัวเราชาวไทยมาก จึงขอเชิญชวนผู้ที่มีสิทธิไปใช้สิทธิของตัวเอง เลือกผู้แทนที่ดีเข้าสภา … ว่าแต่การเลือกตั้งต้องเตรียมตัวอย่างไร หรือตรวจสอบรายชื่อเขตเลือกตั้งที่ไหน อย่างไร วันนี้เรามีข้อมูลในการเลือกตั้งมาฝากกันค่ะ

สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือ ส.ส. นั้น เป็นตัวแทนของประชาชน ที่เข้าไปทำหน้าที่ ออกกฎหมาย และตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล ร่วมกับสมาชิกวุฒิสภา โดยในการเลือกตั้งแต่ละครั้งจะต้องมี ส.ส. มีจำนวน 500 คน ซึ่งมาจากการเลือกตั้ง 2 แบบ คือ

ส.ส. แบบแบ่งเขต

เป็นการเลือกตั้งจาก 375 เขตทั่วประเทศ โดยในแต่ละเขตจะเลือกผู้สมัครที่มีคะแนนสูงสุด ให้เป็น ส.ส. โดยจะมี ส.ส. ทั้งสิ้นจำนวน 375 คน

ส.ส.แบบสัดส่วน หรือ ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ

เป็นการเลือกตั้งโดยทางพรรคการเมืองนั้น ๆ จะส่งผู้สมัครแบบบัญชีรายชื่อ ไว้เพียงบัญชีเดียว เรียงลำดับไม่จำนวนไม่เกิน 125 รายชื่อ ซึ่งการเลือกตั้งแบบนี้ หมายถึงทั้งประเทศ จะมีผู้สมัครแบบบัญชีรายชื่อชุดเดียวกัน มีทั้งสิ้นจำนวน 125 คน

สำหรับหน้าที่ของ สมาชิกสภาผู้แทนราฎร มีดังต่อไปนี้

- ออกกฎหมายเพื่อประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชน
- เป็นผู้เลือก ส.ส. ที่จะดำรงตำแหน่งเป็นนายกรัฐมนตรี
- ควบคุมการบริหารราชการแผ่นดิน
- จัดสรรงบประมาณแผ่นดินเพื่อพัฒนาประเทศ
- นำปัญหาความเดือดร้อนและความต้องการของประชาชนเสนอรัฐบาล

คุณสมบัติของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง

- สัญชาติไทย หรือผู้มีสัญชาติไทยโดยได้แปลงสัญชาติมาแล้วไม่น้อยกว่า 5 ปี
- อายุไม่ต่ำกว่า 18 ปีบริบูรณ์ ในวันที่ 1 มกราคม ของปีที่มีการเลือกตั้ง ในปีนี้ถึงว่า ต้องมีอายุครบ 18 ปีบริบรูณ์ภายในวันที่ 1 มกราคม 2553
- มีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านในเขตเลือกตั้งมาแล้วเป็นเวลาติดต่อกันไม่น้อยกว่า 90 วัน นับถึงวันเลือกตั้ง

ลักษณะต้องห้ามของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง

- ภิกษุ สามเณร นักพรต หรือนักบวช
- อยู่ในระหว่างถูกเพิงถอนสิทธิการเลือกตั้ง
- ต้องคุมขังโดยหมายของศาล หรือโดยคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมาย
- วิกลจริต จิตฟั่นเฟือน หรือไม่สมประกอบ

การเตรียมตัวในการเลือกสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

การตรวจสอบรายชื่อ

- ตรวจสอบรายชื่อจากบัญชีผู้มีสิทธิเลือกตั้ง 20 วันก่อนวันเลือกตั้ง ที่ศาลากลางจังหวัด ที่ว่าการอำเภอ ที่ทำการเขต ที่ทำการ อบต. สำนักงานเทศบาล ที่ทำการผู้ใหญ่บ้าน หรือเขตชุมชน

- ตรวจสอบรายชื่อจากบัญชีผู้มีสิทธิเลือกตั้ง 15 วันก่อนวันเลือกตั้ง จากหนังสือแจ้งเจ้าบ้าน (ส.ส.12)

ทั้งนี้ ในกรณีที่ไม่พบชื่อของตนเองในบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ให้แจ้งทะเบียนนายอำเภอ หรือนายทะเบียนท้องถิ่น โดยนำหลักฐานสำเนาทะเบียนบ้าน และบัตรประจำตัวประชาชน หรือบัตรประจำตัวอื่นใดที่ทางราชการออกให้มาแสดงด้วย

หลักฐานที่ใช้ในการเลือกตั้ง

- บัตรประชาชน (บัตรที่หมดอายุก็ใช้ได้)
- บัตรหรือหลักฐานที่ราชการหรือหน่วยงานของรัฐออกให้มีรูปถ่ายและหมายเลขบัตรประจำตัวประชาชน เช่น
- บัตรประจำตัวเจ้าหน้าที่ของรัฐ
- ใบขับขี่
- หนังสือเดินทาง (พาสปอร์ต)


การแจ้งเหตุที่ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง ส.ส. ไม่ได้

สำหรับผู้ที่มีเหตุทำให้ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง ส.ส. ไม่ได้ ต้องทำหนังสือชี้แจงเหตุ ส.ส. 28 ก่อนหรือหลังวันเลือกตั้ง 7 วัน โดยระบุเลขประจำตัวประชาชนและที่อยู่ตามทะเบียนบ้าน ยื่นหนังสือต่อนายทะเบียนอำเภอหรือนายทะเบียนท้องถิ่นด้วยตนเอง มอบหมายผู้อื่นหรือส่งทางไปรษณีย์ลงทะเบียน

ผู้ที่มีเหตุทำให้ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง ส.ส. ไม่ได้

- ผู้มีธุรกิจจำเป็นเร่งด่วนต้องเดินทางไปพื้นที่ห่างไกล
- ผู้ป่วยและไม่สามารถเดินทางไปใช้สิทธิเลือกตั้งได้
- ผู้พิการหรือผู้สูงอายุและไม่สามารถเดินทางไปใช้สิทธิเลือกตั้งได้
- ผู้เดินทางออกนอกราชอาณาจักร
- ผู้มีถิ่นที่อยู่ห่างไกลจากที่เลือกตั้งเกินกว่า 100 กิโลเมตร
- ผู้ประสบเหตุสุดวิสัย เช่น อุทกภัย วาตภัย ฯลฯ


การเลือกตั้งนอกเขตจังหวัด

สำหรับผู้ที่ทำงานหรืออาศัยอยู่คนละจังหวัดกับทะเบียนบ้าน หรือผู้มีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านปัจจุบันไม่ถึง 90 วัน สามารถไปลงคะแนนเลือกตั้ง ส.ส. ก่อนวันเลือกตั้ง ณ ที่เลือกตั้งกลางของจังหวัดที่ท่านทำงานหรืออาศัยอยู่ได้ แต่ต้องยืนคำขอลงทะเบียนเพื่อขอใช้สิทธิเลือกตั้งก่อนวันเลือกตั้ง ต่อนายทะเบียนอำเภอ หรือนายทะเบียนท้องถิ่น ก่อนวันเลือกตั้งไม่น้อยกว่า 30 วัน

การเลือกตั้งในเขตจังหวัด

สำหรับผู้ที่อยู่อาศัยในบ้านตามทะเบียนบ้าน แต่ในวันเลือกตั้งต้องเดินทางออกนอกเขต ไม่สามารถไปใช้สิทธิได้ ก็สามารถไปแสดงตนเพื่อขอลงคะแนนเลือกตั้ง ส.ส. ก่อนวันเลือกตั้งได้ (การเลือกตั้งล่วงหน้า) ณ ที่เลือกตั้งกลางในเขตเลือกตั้งที่ตนมีสิทธิเลือกตั้ง โดยไม่ต้องยื่นคำขอลงทะเบียนแต่ต้องแจ้งขอใช้สิทธิดังกล่าวต่อ กกต.เขต

การเลือกตั้งนอกราชอาณาจักร

สำหรับผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่อยู่ต่างประเทศ ต้องขอลงทะเบียนใช้สิทธินอกราชอาณาจักรก่อนวันเลือกตั้งไม่น้อยกว่า 30 วัน (ภายในวันที่ 2 มิถุนายน 2554) และไปลงคะแนนล่วงหน้า ระหว่างวันที่ 17 - 26 มิถุนายน 2554 ณ สถานเอกอัครราชทูต สถานกงสุล หรือลงคะแนนทางไปรษณีย์ ตามที่สถานเอกอัครราชทูต หรือสถานกงสุลกำหนด


ข้อกำหนดที่เกี่ยวกับการกระทำผิดกฎหมายเลือกตั้ง มีดังต่อไปนี้

- ห้ามซื้อเสียง หรือจัดเตรียมซื้อเสียง
- ห้ามรับเงินและประโยชน์อื่นใด เพื่อลงคะแนนเลือกตั้ง
- ห้ามส่งเสียง และห้ามขายหรือจัดเลี้ยงสุรา ตั้งแต่ 18.00 น. ของวันก่อนวันเลือกตั้งจนสิ้นสุดวันเลือกตั้ง
- ห้ามนายจ้างขัดขวางการไปใช้สิทธิของลูกจ้าง
- ห้ามขัดขวางหรือหน่วงเหนี่ยวมิให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งไป ณ ที่เลือกตั้ง
- ห้ามจัดยานพาหนะ (ยกเว้นหน่วยงานรัฐ) ให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งไปเลือกตั้ง โดยไม่ต้องเสียค่าโดยสาร
- ห้ามทำให้บัตรเลือกตั้งชำรุดอย่างจงใจ
- ห้ามถ่ายภาพบัตรเลือกตั้งที่ตนเองได้ลงคะแนนแล้ว ด้วยเครื่องมือหรืออุปกรณ์ใด ๆ
- ห้ามเล่นการพนันขันต่อใดๆ เกี่ยวกับผลการเลือกตั้ง
- ห้ามเปิดเผย หรือเผยแพร่ผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชนเกี่ยวกับการเลือกตั้ง (โพลล์) ในระหว่างเวลา 7 วันก่อนวันเลือกตั้งจนถึงเวลาปิดการลงคะแนนเลือกตั้ง


การคัดค้านการเลือกตั้ง

ผู้ที่มีประสงค์จะคัดค้านการเลือกตั้ง ต้องยื่นคัดค้านต่อ กกต. ก่อนวันประกาศผลการเลือกตั้ง หรือ ภายใน 30 วัน นับแต่วันประกาศผลการเลือกตั้ง กรณีเห็นว่า การเลือกตั้งในเขตเลือกตั้งนั้นเป็นไปโดยไม่ถูกต้อง หรือไม่ชอบด้วยกฎหมาย และ ภายใน 180 วัน นับแต่วันประกาศผลการเลือกตั้ง กรณีที่เห็นว่า ผู้สมัครหรือพรรคการเมืองใด ใช้จ่ายเงินในการหาเสียงเกินจำนวนที่ กกต. กำหนด หรือผู้สมัครไม่ยื่นบัญชีรายรับ-รายจ่าย ภายใน 90 วันหลังวันเลือกตั้ง

การแจ้งเหตุเมื่อพบการทุจริต

เมื่อพบเห็นการทุจริตเลือกตั้ง ทุกกรณี ไม่ว่าจะเป็นการแจกเงิน สิ่งของ หรือมีการเรียกรับเงิน หรือทรัพย์สิน ให้ช่วยกันแจ้งเบาะแส หรือรวบรวมหลักฐานการทุจริตแจ้งต่อตำรวจในพื้นที่หรือรายงานให้ กกต. ทราบโดยด่วน


สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง

เลขที่ 120 ม.3 ชั้น 2 อาคารรวมหน่วยราชการ บี
ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550
ถ.แจ้งวัฒนะ แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่ กรุงเทพ 10210

ความเป็นมาของอาเซียน


พิธีลงนามในปฏิญญาอาเซียน (ASEAN Declaration) หรือปฏิญญากรุงเทพฯ ที่กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 2510
   ความเป็นมาของอาเซียน
อาเซียนหรือสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (Assciation of Southeast Asian Nations หรือ ASEAN) ก่อตั้งขึ้นโดยปฏิญญากรุงเทพ(The Bangkok Declaration ) เมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 2510โดยมีสมาชิกผู้ก่อตั้ง 5 ประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออก-เฉียงใต้ ได้แก่ ไทย อินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ และสิงคโปร์ ได้ลงนามใน     
           
“ปฏิญญากรุงเทพฯ” (Bangkok Declaration) เพื่อจัดตั้งสมาคมความร่วมมือกันในการเพิ่มอัตราการเจริญเติบโต ทางเศรษฐกิจ การพัฒนาสังคม การพัฒนาวัฒนธรรมในกลุ่มประเทศสมาชิก และการธำรงรักษาสันติภาพและความมั่นคง ในพื้นที่และเป็นการเปิดโอกาสให้คลายข้อพิพาทระหว่างประเทศสมาชิกอย่างสันติของระดับภูมิภาคของประเทศต่างๆ ในเอเชีย ในเวลาต่อมาได้มี บูรไนดารุสซาราม  (เข้าเป็นสมาชิกตั้งแต่ 8 มกราคม 2527)สาธารณรัฐสังคมคมนิยมเวียดนาม (เข้าเป็นสมาชิกตั้งแต่ 28 กรกฎาคม 2538) สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (เข้าเป็นสมาชิกตั้งแต่ 23 กรกฎาคม 2540) สหภาพพม่า (เข้าเป็นสมาชิกตั้งแต่ 23 กรกฎาคม 2540) ราชอาณาจักรกัมพูชา (เข้าเป็นสมาชิกตั้งแต่ 30 เมษายน 2542) ตามลำดับทำให้อาเซียนมีสมาชิกครบ 10ประเทศ
   
วัตถุประสงค์หลัก
                           ปฏิญญากรุงเทพฯ ได้ระบุวัตถุประสงค์สำคัญ 7 ประการของการจัดตั้งอาเซียน ได้แก่
      1.  ส่งเสริมความร่วมมือและความช่วยเหลือซึ่งกันและกันในทางเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม เทคโนโลยี
           วิทยาศาสตร์ และการบริหาร
      2.  ส่งเสริมสันติภาพและความมั่นคงส่วนภูมิภาค
      3.  เสริมสร้างความเจริญรุ่งเรืองทางเศรษฐกิจพัฒนาการทางวัฒนธรรมในภูมิภาค
      4.  ส่งเสริมให้ประชาชนในอาเซียนมีความเป็นอยู่และคุณภาพชีวิตที่ดี
      5. ให้ความช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ในรูปของการฝึกอบรมและการวิจัย และส่งเสริมการศึกษาด้านเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
      6. เพิ่มประสิทธิภาพของการเกษตรและอุตสาหกรรม การขยายการค้า ตลอดจนการปรับปรุงการขนส่งและการคมนาคม
      7. เสริมสร้างความร่วมมืออาเซียนกับประเทศภายนอก องค์การ ความร่วมมือแห่งภูมิภาคอื่นๆ  
          และองค์การระหว่างประเทศ
                        ตลอดระยะเวลา กว่า 40ปีที่มีการก่อตั้งอาเซียน ถือว่าได้ประสบความสำเร็จจนเป็นที่ยอมรับจากหลายฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นด้านการเมืองเเละความมั่นคง ด้านเศรษฐกิจและการพัฒนาด้านสังคมและวัฒนธรรม ซึ่งประเทศไทยได้รับ ประโยชน์อย่างมากจากความร่วมือต่างๆของอาเซียน   ไม่ว่าจะเป็นประโยชน์จากการที่ภูมิภาค เป็นเสถียรภาพและสันติภาพ อันเป็นผลจากกรอบความร่วมมือด้านการเมืองและความมั่นคง ความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ ความร่วมือด้านสังคมและ วัฒนธรรม ซึ่งถ้าหากไม่มีความร่วมมือเหล่านี้แล้ว คงเป็นการยากที่จะพัฒนาประเทศได้โดยลำพัง  


การประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน

ครั้งที่
วันที่
ประเทศเจ้าภาพ
สถานที่จัดตั้งการประชุม
ครั้งที่ 1
23-24 กุมภาพันธ์ 2519
ประเทศอินโดนีเซีย
บาหลี
ครั้งที่ 2
4-5 สิงหาคม 2520
ประเทศมาเลเซีย
กัวลาลัมเปอร์
ครั้งที่ 3
14-15 ธันวาคม 2530
ประเทศฟิลิปปินส์
มะนิลา
ครั้งที่ 4
27-29 มกราคม 2535
ประเทศสิงคโปร์
สิงคโปร์
ครั้งที่ 5
14-15 ธันวาคม 2538
ประเทศไทย
กรุงเทพมหานคร
ครั้งที่ 6
15-16 ธันวาคม 2541
ประเทศเวียดนาม
ฮานอย
ครั้งที่ 7
5-6 พฤศจิกายน 2544
ประเทศบูรไนดารุสซาราม
บันดาร์เสรีเบกาวัน
ครั้งที่ 8
4-5 พฤศจิกายน 2545
ประเทศกัมพูชา
พนมเปญ
ครั้งที่ 9
7-8 ตุลาคม 2546
ประเทศอินโดนีเซีย
บาหลี
ครั้งที่ 10
29-30 พฤศจิกายน 2547
ประเทศลาว
เวียงจันทน์
ครั้งที่ 11
12?14 ธันวาคม 2548
ประเทศมาเลเซีย
กัวลาลัมเปอร์
ครั้งที่ 12
11?14 มกราคม 25501
ประเทศฟิลิปปินส์
เซบู
ครั้งที่ 13
18?22 พฤศจิกายน 2550
ประเทศสิงคโปร์
สิงคโปร์
ครั้งที่ 14
27 กุมภาพันธ์ - 1 มีนาคม 2552
10-11 เมษายน 2552
ประเทศไทย
ชะอำ, หัวหิน
พัทยา
ครั้งที่ 15
23-25 ตุลาคม 2552
ประเทศไทย
ชะอำ, หัวหิน
ครั้งที่
8-9 เมษายน 2553
ประเทศเวียดนาม
ฮานอย



หลักการพื้นฐานของความร่วมมืออาเซียน
        ประเทศสมาชิกอาเซียนทั้ง 10 ประเทศ ได้ยอมรับในการปฏิบัติตามหลักการพื้นฐาน ในการดำเนินงานในเรื่อง ความสัมพันธ์ระหว่างกัน อันปรากฏอยู่ในกฎบัตรอาเซียนซึ่งเป็นกฎหมายสูงสุดของอาเซียน ที่เพิ่งมีผลบังคับใช้เมื่อกลางเดือนธันวาคม 2551 และสนธิสัญญาไมตรีและความร่วมมือในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
(Treaty of Amity and Cooperation in Southeast Asia หรือ TAC) ซึ่งประกอบด้วย

- การเคารพซึ่งกันและกันในเอกราช อธิปไตย ความเท่าเทียม บูรณาการแห่งดินแดนและเอกลักษณ์ประจำชาติของทุกชาติ
- สิทธิของทุกรัฐในการดำรงอยู่โดยปราศจากจากการแทรกแซง การโค่นล้มอธิปไตยหรือการบีบบังคับจากภายนอก
- หลักการไม่แทรกแซงกิจการภายในซึ่งกันและกัน
- ระงับความแตกต่างหรือข้อพิพาทโดยสันติวิธี
- การไม่ใช้การขู่บังคับ หรือการใช้กำลัง
- ความร่วมมืออย่างมีประสิทธิภาพระหว่างประเทศสมาชิก
          นอกจากหลักการข้างต้นแล้ว ตั้งแต่อดีตจนถึงช่วงก่อนที่กฎบัตรอาเซียนมีผลบังคับใช้               อาเซียนยึดถือหลักการฉันทามติเป็นพื้นฐานของกระบวนการตัดสินใจและกำหนดนโยบาย มาโดยตลอด หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งคือ การที่อาเซียนจะตกลงกันดำเนินการใดๆ ประเทศสมาชิกอาเซียนทั้งหมดทั้งสิบประเทศ จะต้องเห็นชอบกับข้อตกลงนั้นๆ ก่อน
        
          
                  การที่อาเซียนยึดมั่นในหลัก ‘ฉันทามติ” และ “การไม่แทรกแซงกิจการภายในซึ่งกันและกัน’ หรือที่ผู้สังเกตการณ์อาเซียนเรียกว่า ‘วิถีทางของอาเซียน’ (ASEAN’s Way)ในทางหนึ่งนั้น ก็ถือเป็นผลดีเพราะเป็นปัจจัย ที่ทำให้ประเทศสมาชิกอาเซียนซึ่งมีความแตกต่างกันเป็นอย่างมาก ในเรื่องระบบการเมือง วัฒนธรรมและฐานะทางเศรษฐกิจ มีความ ‘สะดวกใจ’ ในการเข้าร่วมเป็นสมาชิก และดำเนินความร่วมมือในกรอบอาเซียน แต่ในอีกทางหนึ่ง“ฉันทามติและ “การไม่แทรกแซงกิจการภายในซึ่งกันและกัน”ก็ได้รับการวิพากษ์วิจารณ์ในหลายโอกาสว่า เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้กระบวน การรวมตัวกันของอาเซียนเป็นไปอย่างล่าช้า รวมถึงทำให้อาเซียนขาดความน่าเชื่อถือ เนื่องจากถูกมองว่ากลไกที่มีอยู่ ของอาเซียน ล้มเหลว ในการจัดการกับปัญหา ของอาเซียนเองที่เกิดขึ้นในประเทศสมาชิกใดประเทศสมาชิกหนึ่งได้ อย่างไรก็ดี การยึดถือฉันทามติในกระบวนการตัดสินใจ ของอาเซียน ได้เริ่มมี ความยืดหยุ่นมากขึ้นหลังจากที่กฎบัตรอาเซียน มีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2551  เนื่องจาก กฎบัตรอาเซียนได้เปิดช่องให้ผู้นำประเทศสมาชิกอาเซียน พิจารณาหาข้อยุติในเรื่องที่ประเทศสมาชิกไม่มีฉันทามติได้


โครงสร้างของอาเซียน
โครงสร้างของอาเซียนจะประกอบด้วยส่วนสำคัญ ดังนี้
สำนักเลขาธิการอาเซียน (ASEAN Secretariat)
            สำนักเลขาธิการอาเซียนได้จัดตั้งขึ้นตามข้อตกลงที่ลงนามโดยรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียน
ในระหว่างการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 1 ในปี 2519 เพื่อทำหน้าที่ประสานงานและดำเนินงาน
ตามโครงการและกิจกรรมต่าง ๆ ของสมาคมอาเซียน และเป็นศูนย์กลางในการติดต่อระหว่างสมาคมอาเซียน คณะกรรมการ ตลอดจนสถาบันต่าง ๆ และรัฐบาลของประเทศสมาชิก
            สำนักเลขาธิการอาเซียนตั้งอยู่ที่กรุงจาการ์ตาประเทศอินโดนีเซียโดยมีหัวหน้าสำนักงานเรียกว่า “เลขาธิการอาเซียน” ซึ่งเมื่อเดือนกรกฎาคม 2545 ที่ประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียน ครั้งที่ 35 ได้แต่งตั้งนาย Ong Keng Yong” ชาวสิงคโปร์ เป็นเลขาธิการอาเซียนคนใหม่แทนนาย Rodolfo C. Severino Jr. เลขาธิการอาเซียนคนปัจจุบัน โดยจะมีวาระในการดำรงตำแหน่ง 5 ปี (ตั้งแต่ 1 มกราคม 2546) และมีรองเลขาธิการอาเซียนจำนวน 2 คน (ปัจจุบันดำรงตำแหน่งโดยชาว มาเลเซียและเวียดนาม)
สำนักงานอาเซียนแห่งชาติ หรือกรมอาเซียน (ASEAN National Secretariat)
           เป็นหน่วยงานในกระทรวงการต่างประเทศของประเทศสมาชิก ซึ่งแต่ละประเทศได้จัดตั้งขึ้นเพื่อทำหน้าที่รับผิดชอบ ประสานงานเกี่ยวกับอาเซียนในประเทศนั้น ๆ และติดตามผลของการดำเนินกิจกรรม/ความร่วมมือต่าง ๆ สำหรับประเทศไทยนั้น ได้มีการจัดตั้งกรมอาเซียนให้มีหน้าที่รับผิดชอบในการปฏิบัติงานด้านอาเซียนดังกล่าว 



กฏบัตรอาเซียน
         เป็นร่างสนธิสัญญาที่ทำร่วมกันระหว่างประเทศสมาชิกในสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพื่อเป็นเครื่องมือ ในการวางกรอบทางกฎหมายและโครงสร้างองค์กรของสมาคม ทั้งนี้เพกฎบัตรอาเซียน เป็นร่างสนธิสัญญา ที่ทำร่วมกันระหว่างประเทศสมาชิกในสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพื่อเป็นเครื่องมือในการวาง กรอบทาง กฎหมายและโครงสร้างองค์กรของสมาคม ทั้งนี้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของอาเซียน ในการดำเนินการตามวัตถุประสงค์ และเป้าหมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการขับเคลื่อนการรวมตัวเป็นประชาคมอาเซียน ภายในปี พ.ศ. 2558 ตามที่ผู้นำอาเซียน ได้ตกลงกันไว้ตามกำหนดการ จะมีการจัดทำร่างกฎบัตรอาเซียนให้แล้วเสร็จภายในเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2550 เพื่อเพิ่ม ประสิทธิภาพของอาเซียนในการดำเนินการตามวัตถุประสงค์และเป้าหมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการขับเคลื่อนการรวมตัว เป็นประชาคมอาเซียน ภายในปี พ.ศ. 2558 ตามที่ผู้นำอาเซียนได้ตกลงกันไว้ตามกำหนดการ จะมีการจัดทำร่าง กฎบัตรอาเซียนให้แล้วเสร็จภายในเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2550

ประเพณีสงกรานต์

 สงกรานต์ เป็นประเพณีของคนไทยที่ยึดถือปฏิบัติสืบทอดกันมาเป็นเวลานาน อันที่จริงไม่ใช่เฉพาะคนไทยในประเทศไทยเท่านั้น ที่ถือว่าประเพณีสงกรานต์มีความสำคัญ คนที่พูดภาษาตระกูลไท ก็ยึดถือปฏิบัติเช่นเดียวกัน เช่น ประเทศลาว คนไทยใหญ่ในประเทศพม่าที่ชายแดนติดกับภาคเหนือของไทย คนจีนที่พูดภาษาตระกูลไท ในแค้วนยูนนาน เป็นต้น
สงกรานต์ เป็นคำที่ชาวบ้านทั่วไปนิยมใช้ แต่คำเต็ม ๆ คือ ตรุษสงกรานต์ ซึ่งจะได้กล่าวในรายละเอียด ดังนี้
     ตรุษ แปลว่า ตัด หรือ ขาด หมายถึง ตัดปี ขาดปี หรือสิ้นปี ดังนั้น ตรุษ จึงหมายถึงพิธีแสดงความยินดีที่ปีเก่าผ่านไป การมีชีวิตรอดมาตลอดปีได้ ก็มีการแสดงความยินดี คนไทยแต่ก่อนนับเดือน เมษายน เป็นเดือนสิ้นปี และเริ่มปีใหม่ พิธีทำบุญวันตรุษ จะทำ 3 วัน คือ เมื่อถึงเดือน 4 วันแรม 14 ค่ำ แรม 15 ค่ำ และวันขึ้น 1 ค่ำ ของเดือน 5 จะมีการนิมนต์พระมาสวด และมีการทำบุญ ถวายอาหารและขอพรจากพระ เพื่อเป็นสวัสดิมงคล สันนิฐานว่าคนไทยรับนับถือพุทธศาสนา เลยทำแบบอย่างพิธีทำบุญวันตรุษตามแบบอย่างของลังกามาด้วย
     ส่วน สงกรานต์ แปลว่า การย้ายที่ หรือ เคลื่อนที่ หมายถึง พระอาทิตย์ย้ายที่หรือเคลื่อนเข้าสู่ราศีใหม่ ซึ่งก็หมายถึง การขึ้นปีใหม่นั่นเอง คนจึงแสดงความยินดีที่มีชีวิตยืนยาวย่างเข้าสู่ปีใหม่ จึงต้อนรับปีใหม่ วันปีใหม่จะเป็นวันที่ 13, 14, และ 15 เมษายนของทุกปี
     วันที่ 13 เมษายน เรียกว่า วันมหาสงกรานต์ วันที่ 14 เรียกว่า วันเนา และวันที่ 15 เรียกว่า วันเถลิงศก ทางภาคเหนือ เรียกต่างกันไปบ้าง แต่ก็เข้าใจง่ายดี ดังนี้ วันที่ 13 เมษายน เรียกว่า วันสังขารล่อง คงหมายถึง ร่ายกาย จิต วิญญาณเก่า ๆ ของปีเก่ากำลังผ่านพ้นไป วันที่ 14 เมษายน เรียกว่า วันเน่า ส่วนวันที่ 15 เมษายน เรียกว่า วันพญาวัน ซึ่งก็หมายถึงวันสำคัญวันแรกของปีใหม่นั่นเอง
เรื่องของสงกรานต์ มีตำนานปรากฏในจารึกวัดพระเชตุพน กล่าวถึงมูลเหตุแห่งสงกรานต์ สรุปได้ว่า
     มีเศรษฐีคนหนึ่งถูกนักเลงสุราใกล้บ้านที่มีลูกหน้าตาหมดจด 2 คน มากล่าวหาหยาบคายว่า ร่ำรวยก็สู้เขาไม่ได้ แม้ยากจนก็ยังมีลูกสืบสกุล ตายแล้วก็สูญเปล่า เศรษฐีจึงไปบนบานศาลกล่าวที่ต้นไทร ริมแม่น้ำ ซึ่งเป็นวันสงกรานต์ พระอินทร์จึงให้ธรรมบาลเทวบุตรมาปฏิสนธิในครรภ์ภรรยาเศรษฐี เมื่อคลอดมา ชื่อ ธรรมบาลกุมาร บิดาปลูกปราสาทเจ็ดชั้นให้อยู่ใต้ต้นไทรนั้น ธรรมบาลเฉลียวฉลาด เรียนจบไตรเพท เมื่ออายุ 7 ขวบ และรู้ภาษานกด้วย ท้าวกบิลพรหมจึงมาทดลองความรู้ โดยถามปัญหา 3 ข้อ ถ้าตอบได้ จะตัดศีรษะบูชา คือ
  1. เช้าราศีอยู่ที่ไหน
  2. เที่ยงราศีอยู่ที่ไหน
  3. ค่ำราศีอยู่ที่ไหน
ภายใน 7 วันจะมาฟังคำตอบ ธรรมบากลุมาร คิดไม่ออก ถึงวันที่ 6 จึงแอบหนีจากปราสาทไปหลบอยู่ใต้ต้นตาลใหญ่ 2 ต้น ซึ่งพญาอินทรีผัวเมียทำรังอยู่บนนั้น
     ตอนค่ำนางนกอินทรีถามผัวว่า พรุ่งนี้จะได้อาหารที่ไหนกิน ผัวตอบว่า จะได้กินศพธรรมบาลกุมาร เพราะจะแพ้ตอบปัญหากบิลพรหมไม่ได้ จะถูกตัดหัว เมื่อนางนกอินทรีถามปัญหาว่าอย่างไร และคำตอบว่าอย่างไร พญาอินทรีเฉลยปัญหาให้เมียฟังว่า
  1. ตอนเช้าราศีอยู่ที่หน้า มนุษย์จึงเอาน้ำล้างหน้าตอนเช้า
  2. ราศีอยู่ที่อก มนุษย์ทั้งหลายจึงเอาเครื่องหอมมาปะพรมที่อก
  3. ราศีอยู่ที่เท้า มนุษย์จึงล้างเท้าก่อนนอน
     ธรรมบาลได้ฟังนกอินทรีผัวเมียสนทนาจึงกลับมาประสาท พอวันรุ่งขึ้นกบิลพรหมก็มาถามปัญหา ธรรมบาลก็ตอบตามที่ได้ยินจากพ่อนกอินทรี กบิลพรหมแพ้จึงต้องตัดศีรษะตามสัญญา แต่ศีรษะของกบิลพรหมมีฤทธิ์อำนาจมาก ถ้าตกถึงพื้น จะเกิดไฟไหม้ทั่วโลก ถ้าทิ้งบนอากาศฝนจะแล้ง ถ้าโยนลงน้ำ มหาสมุทรจะเหือดแห้งไปทันที จึงให้ธิดาทั้งเจ็ดเอาพานมารับศีรษะไว้ แห่รอบเขาพระสุเมรุ แล้วเชิญไปไว้ในมณฑปในถ้ำคันธธุลี เขาไกรลาส เมื่อครบ 365 วันหรือ 1 ปี นางทั้งเจ็ดจัดเวรกันมาเชิญศีรษะกบิลพรหมออกมาแห่รอบเขาพระสุเมรุ โดยกำหนดว่า วันที่ 13 เดือนเมษายน คือวันมหาสงกรานต์ ตรงกับวันใด ธิดาประจำวันนั้นก็จะป็นผู้อัญเชิญพาน ดังนี้
  • วันอาทิตย์ นางสงกรานต์ชื่อ ทุงษะ
  • วันจันทร์ นางสงกรานต์ชื่อ โคราค
  • วันอังคาร นางสงกรานต์ชื่อ รากษส
  • วันพุธ นางสงกรานต์ชื่อ มัณฑา
  • วันพฤหัสบดี นางสงกรานต์ชื่อ กิริณี
  • วันศุกร์ นางสงกรานต์ชื่อ กิมิทา
  • วันเสาร์ นางสงกรานต์ชื่อ มโหทร
     สงกรานต์เป็นประเพณีที่ชาวไทยทั่วประเทศปฏิบัติสืบต่อเป็นประเพณีมาช้านาน ตั้งแต่วันที่ 13 เมษายน จนถึงวันที่ 15 เมษายน ชาวบ้านจะทำบุญตักบาตร ปล่อยนก ปล่อยปลา และสรงน้ำพระทั้งพระพุทธรูป และพระสงฆ์ แล้วก็จะรดน้ำ มีการเล่นสาดน้ำและเล่นกีฬาพื้นบ้าน
     ประเพณีปล่อยปลาถือว่าเป็นเรื่องที่ดี เป็นการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ เพราะเดือนเมษายน เป็นหน้าแล้ง อากาศร้อนมาก น้ำแห้งขอด ปลาก็จะไปรวมกันอยู่ตามแหล่งน้ำเล็ก ๆ หากน้ำแห้งก็จะตาย เป็นเหยื่อของนก กา หรือสัตว์อื่น คนเห็นก็เมตตา นำไปปล่อยในแม่น้ำ พอถึงฤดูฝนปลาที่รอดตายก็กลับมาแพร่พันธุ์เป็นอาหารของคนได้อีก
สงกรานต์ที่เชียงใหม่
     ประเพณีสงกรานต์ ภาคเหนือและภาคอีสานมีการเล่นสงกรานต์ สาดน้ำกันทั่วทุกหมู่บ้าน ถึงกับมีการหยุดงานเล่นสงกรานต์ บางแห่งหยุดงานถึง 7 วันเลยทีเดียว ประเพณีสงกรานต์ที่มีชื่อเสียงที่สุด สนุกที่สุด และมีคนจากที่อื่นของประเทศไทย รวมทั้งชาวต่างประเทศมาร่วมงานสงกรานต์มากที่สุด คือ สงกรานต์ที่เชียงใหม่ ชาวเมืองเชียงใหม่จะปฏิบัติ ดังนี้
วันที่ 13 เมษายน เรียกว่า วันสังขานต์ล่อง จะเป็นวันทำความสะอาดบ้านเรือน
วันที่ 14 เมษายน เรียกว่า วันเนาว์ ชาวบ้านเรียกว่า วันเน่า วันนี้ชาวบ้านจะนำอาหารไปถวายพระ เลี้ยงอาหารญาติมิตร เป็นวันขึ้นต้นปีใหม่ จะถือว่าต้องไม่ทำอะไรชั่วร้าย ไม่พูดจาหยาบคาย ด่าทอคนอื่น
วันที่ 15 เมษายน เป็นวัน พญาวัน ถือเป็นวันดีที่สุด จะทำบุญตักบาตรกันอย่างเต็มที มีการจัดขบวนไปรดน้ำสงฆ์ ไปรดน้ำผู้ใหญ่ ขอพรให้อยู่เย็นเป็นสุข
     จุดเด่นของจังหวัดเชียงใหม่ ที่ทำให้คนอยากไปเล่นสงกรานต์ เพราะเชียงใหม่มีคูน้ำล้อมรอบเมืองเก่า คนทุกสารทิศจะไปชุมนุมที่คูน้ำรอบเมืองเล่นสาดน้ำกันอย่างสนุกสนาน และที่สำคัญ คือ วัดต่าง ๆ จะอัญเชิญพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ประจำวัดจัดขบวนแห่ยาวเหยียด เช่น ขบวนพระสิงห์ ขบวนพระแก้วขาว เป็นต้น พระพุทธรูปมีอายุ 700 ถึง 1,000 ปี เข้าขบวนแห่ผ่านกลางเมืองมาให้คนได้ทำพิธีสรงน้ำพระด้วยน้ำหอม สงกรานต์เชียงใหม่ทุกปีคนแน่นทั้งเมือง เรียกว่า ปิดเมืองเชียงใหม่เล่นสงกรานต์ตลอด 3 วันเลยทีเดียว

วันอังคารที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2554

ประเพณีผีตาโขน

ต้นกำเนิดผีตาโขน
        ที่มานั้นไม่ชัดเจน แต่กล่าวกันว่าเป็นประเพณีที่ใกล้เคียงกับการบูชาบรรพบุรุษของอาณาจักรล้านช้างหลวงพระบาง (ในอดีตแนวเขตแดน ด่านซ้าย เชียงคาน และหล่มเก่า เป็นส่วนหนึ่งในการปกครองของอาณาจักรล้านช้างร่มขาวหลวงพระบาง) ในอีกที่มาหนึ่งกล่าวกันว่า การแห่ผีตาโขนเกิดขึ้นเมื่อครั้งที่พระเวสสันดรและนางมัทรีจะเดินทางออกจากป่า กลับสู่เมืองบรรดาผีป่าหลายตนและสัตว์นานาชนิดอาลัยรักจึงพาแห่แหนแฝงตัวแฝงตน มากับชาวบ้านเพื่อมาส่งทั้งสองพระองค์กลับเมือง เรียกกันว่า “ผีตามคน” หรือ “ผีตาขน” จนกลายมาเป็น “ผีตาโขน” อย่างในปัจจุบัน

ชนิดของผีตาโขน

        ผีตาโขน ในขบวนแห่จะแยกเป็น 2 ชนิดคือ ผีตาโขนใหญ่และผีตาโขนเล็ก
ผีตาโขนใหญ่ ทำเป็นหุ่นรูปผีทำจากไม้ไผ่สานมีขนาดใหญ่กว่าคนธรรมดาประมาณ 2 เท่าประดับตกแต่งรูปร่างหน้าตาด้วยเศษวัสดุที่หาได้ในท้องถิ่น เวลาแห่ คนเล่นจะต้องเข้าไปอยู่ข้างในตัวหุ่น แต่ละปีจะทำผีตาโขนใหญ่เพียง 2 ตัว คือผีตาโขนชาย1ตัวและหญิง1ตัว สังเกตจากเครื่องเพศปรากฏชัดเจนที่ตัวหุ่น ผู้มีหน้าที่ทำผีตาโขนใหญ่จะมีเฉพาะกลุ่มเท่านั้น เพราะคนอื่นไม่มีสิทธิ์ทำ การทำก็ต้องได้รับอนุญาตจากผีหรือเจ้าก่อน ถ้าได้รับอนุญาตแล้วต้องทำทุกปีหรือทำติดต่อกันอย่างน้อย 3 ปี
ผีตาโขนเล็ก ผีตาโขนเล็กเป็นการละเล่นของเด็ก ไม่ว่าเด็กเล็ก เด็กวัยรุ่นหรือผู้ใหญ่ ทั้งผู้หญิงชาย มีสิทธิ์ทำและเข้าร่วมสนุกได้ทุกคน แต่ผู้หญิงไม่ค่อยเข้าร่วมเพราะเป็นการเล่นค่อนข้างผาดโผนและซุกซน

การแต่งกายผีตาโขน

ภาพ:ผีตาโขน4.jpgภาพ:ผีตาโขน2.jpgภาพ:ผีตาโขน3.jpgภาพ:ผีตาโขน5.jpg
        ผู้เข้าร่วมในพิธีนี้จะแต่งกายคล้ายผีและปีศาจใส่หน้ากากขนาดใหญ่ เครื่องแต่งกายของผีตาโขน ส่วนใหญ่มักประกอบด้วย
ส่วนหัวหรือที่เรียกว่าหน้ากากนั้น ทำด้วย "หวด" หรือภาชนะที่ใช้นึ่งข้าวเหนียว ซึ่งเป็นส่วนด้านบนดูคล้ายหมวก ส่วนหน้านั้นทำจากโคนก้านมะพร้าว นำมาตัดปาดให้เป็นรูปหน้ากากและเจาะช่องตา จมูกนั้นทำจากไม้เนื้ออ่อน แกะให้เป็นรูปทรงต่าง ๆ ตามแต่จินตนาการของผู้สร้างสรรค์ โดยทำเป็นลักษณะยาวแหลมคล้ายงวงช้าง ส่วนเขานั้นทำจากปลีมะพร้าวแห้ง โดยนำส่วนประกอบต่าง ๆ มาเย็บติดเข้าไว้ด้วยกัน และทาสีสันวาดลวดลายไปบนด้านหน้าของหน้ากากนั้น ๆ หลังจากนั้นจะเย็บเศษผ้าติดไว้บริเวณด้านบน(หลัง) เพื่อให้คลุมส่วนคอของผู้ใส่ไปจนถึงไหล่
ด้านเสื้อผ้าหรือเครื่องแต่งกาย นั้น เป็นชุดที่ทำจากเศษผ้านำมาเย็บติดกัน และมี "หมากกะแหล่ง" หรือกระดิ่ง (คล้ายกับที่แขวนคอโค, กระบือ) แขวนผูกไว้บริเวณเอว เพื่อให้เกิดเสียงดังเป็นจังหวะเวลาเดิน และส่ายสะโพก
ส่วนประกอบสุดท้าย คือ ดาบหรือง้าว ที่จะทำจากไม้เนื้ออ่อน ในขบวนแห่จะประกอบไปด้วยการร้องรำทำเพลงอย่างสนุกสนาน

การละเล่นผีตาโขน

ภาพ:ผีตาโขน1.jpg
        เนื่องจากงานประเพณีผีตาโขนเป็นงานบุญใหญ่ซึ่งเรียกกันว่างานบุญหลวง จัดขึ้นที่วัดโพนชัย อ.ด่านซ้าย โดยมีการละเล่นผีตาโขน มีการเทศน์มหาชาติ มีการทำบุญพระธาตุศรีสองรักและงานบุญต่างๆเข้ามาผสมอยู่รวม ๆ กัน จึงมีการจัดงานกัน 3 วัน
วันแรก เริ่มพิธีตอนเช้า 04.00-05.00 น. คณะแสนหรือข้าทาสบริวารของเจ้าพ่อกวนจะนำอุปกรณ์ มีด ดาบ หอก ฉัตร พานดอกไม้ ธูปเทียน ขันห้าขันแปด(พานดอกไม้ 5 คู่ หรือ 8 คู่) ถือเดินนำขบวนไปที่ริมแม่น้ำหมัน เพื่อนิมนต์พระอุปคุตต์ พระผู้มีฤทธานุภาพมาก และมักเนรมิตกายอยู่ในมหาสมุทร เพื่อป้องกันภัยอันตราย และให้เกิดความสุขสวัสดี เมื่อถึงแล้วผู้อันเชิญต้องกล่าวพระคาถาและให้อีกคนลงไปในน้ำ งมก้อนหินใต้น้ำขึ้นมา ถามว่า “ใช่พระอุปคุตต์หรือไม่” ผู้ที่ยืนอยู่บนฝั่งตอบว่า “ไม่ใช่” พอก้อนหินก้อนที่ 3 ให้ตอบว่า “ใช่ นั่นแหละพระอุปคุตต์ที่แท้จริง” เมื่อได้พระอุปคุตต์มาแล้ว ก็นำใส่พาน แล้วนำขบวนกลับที่หอพระอุปคุตต์ ทำการทักขิณาวัฏ 3 รอบ มีการยิงปืนและจุดประทัด ซึ่งช่วงเวลานั้นบรรดาผีตาโขนที่นอนหลับหรืออยู่ตามที่ต่างๆก็จะมาร่วมขบวนด้วยความยินดีปรีดา เต้นรำ เข้าจังหวะกับเสียงหมากกระแร่ง ซึ่งเป็นกระดิ่งผูกคอวัวหรือกระดิ่งให้ดังเสียงดัง
วันที่สอง เป็นพิธีแห่พระเวส ในขบวนประกอบด้วย พระพุทธรูป 1 องค์ พระสงฆ์ 4 รูป นั่งบนแคร่หามตามด้วย เจ้าพ่อกวน นั่งอยู่บนกระบอกบั้งไฟ ท้ายขบวนเป็นเจ้าแม่นางเทียม กับบริวาร ชาวบ้าน และเหล่าผีตาโขน เดินตามเสด็จไปรอบเมือง ก่อนตะวันตกดิน สำหรับคนที่เล่นเป็นผีตาโขนใหญ่ ต้องถอดเครื่องแต่งกายผีตาโขนใหญ่ออกให้หมดและนำไปทิ้งในแม่น้ำหมัน ห้ามนำเข้าบ้าน เป็นการทิ้งความทุกข์ยากและสิ่งเลวร้ายไป รอจนปีหน้าฟ้าใหม่แล้วค่อยทำเล่นกันใหม่
วันที่สาม เป็นการรวมเอางานบุญประเพณีประจำเดือนต่างๆของปีมารวมกันจัดในงานบุญหลวง ประชาชนจะมานั่งฟังเทศน์มหาชาติ 13 กัณฑ์ ที่วัดโพนชัย เพื่อเป็นการสร้างกุศลและเป็นมงคลแก่ชีวิต
        งานประเพณีบุญหลวงและการละเล่นผีตาโขน ถือเป็นงานที่แสดงออกถึงศิลปวัฒนธรรมพื้นบ้านอันดีงามที่เป็นเอกลักษณ์ของอำเภอด่านซ้าย จังหวัดเลย